ข่าวประชาสัมพันธ์ บ้านร็อคการ์เด้น

บ้านร็อคการ์เด้น พับแผนร่วมทุนสวีเดน

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ วันที่ 15 มิถุนายน 2552

บ้านร็อคการ์เด้น พับแผนร่วมทุนสวีเดนผุดโรงแรมและบ้านพักตากอากาศภูเก็ตยาวถึงต้นปีหน้า หลังจากไข้หวัดใหญ่ ฉุดความต้องการซื้อบ้านนายวิรัตน์ ชินประพินพร ประธานกรรมการ บริษัท บ้านร็อคการ์เด้น จำกัด (มหาชน) หรือ BROCK เปิดเผยว่า บริษัทชะลอแผนการร่วมทุนกับพาร์ทเนอร์จากสวีเดน ออกไปเป็นปลายปี 2552 หรือต้นปี 2553 จากเดิมวางแผนการลงทุนร่วมกับพาร์ทเนอร์สวีเดนต้นปี 2552 เพราะได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบ จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั้งไทยและต่างประเทศ

อีกทั้งยังมีปัจจัยลบกรณีการแพร่ขยายของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทำให้ประเมินว่า การลงทุนกับพาร์ทเนอร์ระยะนี้จะไม่สร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจ การร่วมทุนกับพาร์ทเนอร์สวีเดน เพื่อร่วมลงทุนโครงการโรงแรมและบ้านพักตากอากาศสำหรับขายแก่นักท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยจะดำเนินการผ่านบริษัท ยามู พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจสร้างบ้านพักตากอากาศ โรงแรมติดชายทะเล และท่าเทียบเรือยอชต์ที่ภูเก็ต โดยบริษัท บ้านร็อคการ์เด้น ถือหุ้น 50% มูลค่าการลงทุน 2,000-4,000 ล้านบาท

"การชะลอแผนร่วมทุน ไม่กระทบต่อผลประกอบการของบริษัท เพราะไม่ได้รวมในประมาณการ แม้ไม่ได้ลงทุนในโครงการร่วมทุนนี้ บริษัทมีโครงการอื่นที่กำลังพัฒนาอยู่ ไม่ได้เสียเวลาเปล่า ส่วนความคืบหน้าของการร่วมทุน ตอนนี้แปลน และที่ดินเตรียมไว้แล้ว รอโอกาสเหมาะก็จะเริ่มก่อสร้างทันที เชื่อน่าจะเริ่มต้นก่อสร้างได้ปลายปีนี้ หรือต้นปี 2553 เพราะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจฟื้น" นายวิรัตน์ กล่าวอีกว่า ปีนี้จะมีรายได้และกำไรสุทธิจะไม่ต่ำกว่าปีที่แล้วที่ 286.85 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 84.04 ล้านบาท เบื้องต้นปีนี้ตั้งเป้ารายได้ 300 ล้านบาท เพราะเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศชะลอตัว ทำให้กำลังซื้อทั้งจากลูกค้าในประเทศและลูกค้าต่างประเทศลดลง โดยเชื่อว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวปลายปีนี้ หรือต้นปี 2553

รายได้ในปีนี้จะมาจากโครงการที่เปิดขยายในปีที่แล้ว ที่ทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้ สองโครงการ มูลค่าที่จะรับรู้รายได้ 200-300 ล้านบาท ซึ่งอัตรากำไรจะลดลงตามราคาขายที่ปรับลดลง เพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อที่หดตัวลง ปีนี้มี สามโครงการที่ดำเนินการอยู่ ได้แก่ ในกรุงเทพฯ 2 โครงการ มูลค่า 400-500 ล้านบาท และที่ภูเก็ต 2 โครงการ มูลค่า 300-400 ล้านบาท ซึ่งจะเปิดพรีเซลปีนี้ และจะมียอดขายล่วงหน้า 10-20% ของมูลค่าโครงการ ส่วนรายได้จะเริ่มรับรู้ในปี 2553 เป็นต้นไป

ส่วนไตรมาสที่ 1 ปีนี้ มีรายได้รวม 35 ล้านบาท ลดลง 39.78% จากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 58.12 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 5.96 ล้านบาท ลดลง 66.76% จากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 17.94 ล้านบาท โดยประเมินแนวโน้มไตรมาสที่ 2 จะใกล้เคียงกับไตรมาสแรก แต่ลดลงเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อน "ไตรมาสสองคงใกล้เคียงกับไตรมาสแรกที่ผ่านมา แต่ครึ่งปีหลัง ยอดขายจะดีขึ้นตามกำลังซื้อของผู้บริโภคที่น่าจะฟื้นตัวตามทิศทางเศรษฐกิจ และทำให้รายได้และกำไรสุทธิเป็นไปตามเป้าหมาย"